รีวิวคีย์บอร์ด Keychron ทุกรุ่น

Mechanical Keyboard คีย์ครอนรุ่นไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

สวัสดีเพื่อน ๆ และว่าที่สมาชิกใหม่ของครอบครัวคีย์ครอนคีย์บอร์ดทุกคน เนื่องจากลูกค้าหลายคนมีข้อสงสัยว่าคีย์บอร์ดของเราแต่ละรุ่นนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง วันนี้ทาง Keychron Thailand จะมารีวิวคีย์ครอนแต่ละรุ่น ทั้งรุ่น K1, K2, K3, K4, K6 และ K8 เพื่อให้คนที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อคีย์บอร์ด Keychron รู้ว่าคีย์ครอนรุ่นไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวนั่นเอง

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเรื่องระดับความดังของเสียงพิมพ์ แรงกดและแรงต้าน หรือความรู้สึกขณะพิมพ์คีย์บอร์ด คุณสามารถอ่านบทความเรื่อง ประเภทของสวิตช์ Gateron ได้ที่ลิงก์นี้เลย โดยสินค้าคีย์บอร์ด
คีย์ครอนของเราทุกรุ่นสามารถเลือกสวิตช์ได้ทั้งหมด 3 สี (สีแดง สีน้ำตาล และสีฟ้า) ที่ให้ความรู้สึกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสพิมพ์แบบนุ่มไร้เสียงกด แบบมีแรงต้านระดับกลาง และแบบมีแรงต้านสองจังหวะพร้อมเสียงกดที่มันส์เร้าใจ ดังนั้นแล้วไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อคีย์ครอนรุ่นไหนไป คุณก็สามารถเลือกสวิตช์ที่เข้ากับความต้องการของคุณได้ทุกรุ่น

Keychron K2

ก่อนอื่นขอแนะนำพระเอกของเราก่อน นั่นก็คือ Keychron K2 เพราะว่ารุ่น K2 เป็นคีย์บอร์ดไร้สายที่ได้รับการระดมทุนมากที่สุดในโลกในปี 2019 เป็นคีย์บอร์ดที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่ราคาถูกที่สุด ใช้งานง่ายคล่องตัว และขายดีที่สุดของคีย์ครอน ถ้าจะเรียกรุ่น K2 ว่าเป็นคีย์ครอนรุ่นมาตรฐานที่ชาวคีย์ครอนต้องมีก็คงไม่ผิดเลย

โดยฟีเจอร์หลักของรุ่นนี้ก็คือ เป็นคีย์บอร์ดขนาด 75% มีปุ่มกด 84 ปุ่ม ไม่มีปุ่มตัวเลข (Numpad) และไม่มีปุ่ม Insert คีย์ครอนรุ่น K2 นี้มีการจัดวางเลย์เอาต์แบบแนบชิดกันทุกปุ่มกด (Compact) ทำให้มีขนาดกะทัดรัดกำลังดี เหมาะกับวัยทำงานที่ชอบตกแต่งโต๊ะให้เรียบหรูดูดี สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ชอบตกแต่งออฟฟิศด้วยคีย์บอร์ดสวย ๆ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย

นอกจากนี้คีย์บอร์ด Keychron ทุกรุ่นสามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดสามอุปกรณ์ ทำให้ชาวออฟฟิศที่งานยุ่งสามารถใช้พื้นที่ทำงานได้อย่างประหยัดและสะอาดตา ถ้าหากคุณเป็นเกมเมอร์ที่อยากจะลองเปลี่ยนมาใช้ Mechanical Keyboard ดีไซน์มินิมอล คีย์ครอน K2 ของเราก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะว่าคีย์ครอนรุ่นนี้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้ทุกรูปแบบนั่นเอง

Keychron K4

คีย์บอร์ดไร้สายคีย์ครอนรุ่น K4 มีฟีเจอร์หลักเหมือนกับ Keychron K2 เกือบทุกประการ ต่างกันที่รุ่น K4 นั้นมีแถบปุ่มตัวเลข (Numpad) เพิ่มเข้ามาที่ด้านขวาของแป้นพิมพ์เท่านั้น ปุ่มตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานี้จึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์ตัวเลขได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องสลับภาษาแล้วกดปุ่มตัวเลขด้านบนเหมือนรุ่น K1 (84 keys), K2 หรือ K6 เลย และด้วยฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามานี้ จึงทำให้ผู้ใช้ที่ทำงานอยู่กับตัวเลข เช่น นักบัญชี นักการเงิน งานธนาคาร หรือนักวิเคราะห์ข้อมูล สามารถใช้ Keychron K4 ได้เกิดประโยชน์สูงสุดเลยล่ะ

นอกจากคีย์ครอนรุ่นนี้จะพัฒนาขึ้นมาตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทำงานเกี่ยวกับตัวเลขแล้ว คีย์บอร์ด Keychron K4 ยังเป็นที่ถูกใจของผู้ใช้งานทั่วไปที่ชอบความสะดวกสบายครบเครื่อง ไม่ต้องวุ่นวายกับการสลับภาษาเหมือนแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊ก ถ้าหากคุณเป็นคนที่ทำงานติดออฟฟิศหรือคิดว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสะดวก คีย์บอร์ด Keychron K4 ก็ต้องตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

Keychron K1

มาถึงคีย์บอร์ดรุ่นแรกของแบรนด์คีย์ครอนของเรา Keychron K1 กันแล้ว รุ่นนี้เป็นรุ่นที่เปิดตัวระดมทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter.com ครั้งแรกก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้คนทั่วโลก โดยคีย์บอร์ด Keychron K1 รุ่นนี้มีตัวเครื่องบางเฉียบเพียงแค่ 18 มิลลิเมตรเท่านั้น วัสดุที่ใช้ผลิตแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย นอกจากนี้ยังเป็นคีย์บอร์ดเมคานิคอลไร้สายที่ใช้สวิตช์ Gateron แบบ Low-profile ทำให้ใช้แรงกดน้อยกว่า มีแรงต้านน้อยกว่า Keychron รุ่นอื่น ด้วยเหตุนี้ Keychron K1 จึงเหมาะกับผู้ใช้คีย์บอร์ดที่ชื่นชอบสัมผัสการพิมพ์แบบโน้ตบุ๊ก แต่มีความต้องการอยากใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ทำงานตัวอื่นอย่างสมาร์ทโฟนหรือไอแพดด้วยนั่นเอง

คีย์บอร์ด Keychron K1 รุ่นนี้เหมาะกับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงานเป็นประจำ หรือเหมาะกับคนที่มักจะต้องหอบงานกลับไปทำต่อนอกสถานที่ เนื่องจาก Keychron K1 เป็นคีย์บอร์ดไร้สายที่บางเบา น้ำหนักน้อย ขนาดพอดี ไม่เทอะทะ หรือถ้าหากคุณต้องทำงานติดออฟฟิศแต่ชอบดีไซน์เรียบหรู การเลือกซื้อรุ่น K1 ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
Keychron K1 ถูกจัดทำขึ้นมาสองขนาด คือขนาด 104 ปุ่มกด ซึ่งเป็นคีย์บอร์ดขนาดเต็มที่มีครบทุกปุ่มกด และอีกขนาดคือขนาด 87 ปุ่มกดซึ่งไม่มีปุ่มตัวเลข (Numpad) ให้คุณเลือกใช้ตามความต้องการได้เลย

Keychron K3

Keychron K3 เป็นเมคานิคอลคีย์บอร์ดแบบ Low-profile รุ่นแรกของโลกที่สามารถใช้ฟีเจอร์ Hot swap เปลี่ยนสวิตช์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบัดกรี และเป็นครั้งแรกที่มีสวิตช์ใหม่อย่าง Optical เข้ามาให้เลือกใช้ด้วย ซึ่งทนทานและตอบสนองไวกว่าเดิม สำหรับใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Optical switch สามารถคลิกไปอ่านได้ที่ลิงก์นี้เลย

K3 ถูกปรับรูปโฉมใหม่ด้วย low profile switch ที่บางลงกว่าสวิตช์แบบเดิมถึง 40% บวกกับโครงสร้างอลูมิเนียมบางเฉียบจึงทำให้ K3 กลายเป็นเมคานิคอลคีย์บอร์ดไร้สายที่บางและเบาที่สุดในโลก มาพร้อมเลย์เอาต์ 75% มีปุ่มกดทั้งหมด 84 ปุ่ม พร้อมปุ่มคีย์ลัดมัลติมีเดีย 12 ปุ่ม ซึ่งจะเหมือนกับรุ่น K2 และบลูทูธเวอร์ชั่น 5.1 ก็สามารถทำให้เชื่อมต่อได้ระยะไกลถึง 10 เมตร ส่วนความสามารถอื่น ๆ ก็ยังครบเครื่องตามแบบฉบับของคีย์บอร์ดคีย์ครอนรุ่นก่อน ๆ เช่นเคย

K3 คือเวอร์ชั่นกะทัดรัด (compact) ของคีย์บอร์ด TenKeyLess ที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงมัลติมีเดียคีย์และฟังก์ชั่นคีย์ได้ด้วยพื้นที่ที่เล็กกว่า ดีไซน์เรียบหรู มินิมอล และเพรียวบางที่สุดในทุกรุ่น เหมาะสำหรับคนที่ต้องเคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานบ่อย ๆ ถ้าคุณถูกใจในความเพรียวบางแบบ ultra-slim ก็หยิบคีย์ครอนรุ่น K3 เข้าลิสต์ของที่ต้องมีได้เลย

Keychron K6

คีย์บอร์ด Keychron K6 รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดด้วยจำนวนปุ่มกดเพียง 68 ปุ่มเท่านั้น (ไม่มีปุ่มตัวเลขด้านขวา ไม่มีปุ่ม Insert ไม่มีปุ่ม print screen นอกจากนี้ยังรวมปุ่ม function keys ปุ่ม media keys และปุ่มตัวเลขด้านบนเข้าด้วยกัน) ทำให้คีย์ครอนรุ่นนี้เป็นรุ่นที่กะทัดรัดที่สุด เหมาะสำหรับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มหรือผู้ที่มีความต้องการแบบพิเศษ เช่น ผู้ใช้ที่ต้องพกคีย์บอร์ดเดินทางไปทำงานบ่อย ๆ ผู้ใช้ที่ชอบดีไซน์คีย์บอร์ดขนาดกะทัดรัด (Compact) ผู้ใช้ที่ต้องการใช้คีย์บอร์ดขนาดเล็กเพื่อเพิ่มที่ว่างบนโต๊ะทำงาน หรือผู้ใช้ที่ต้องการคีย์บอร์ดขนาด 65% มาตกแต่งโต๊ะให้เข้าสไตล์กับออฟฟิศ เป็นต้น

แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าถ้าหากคุณซื้อคีย์บอร์ดรุ่นนี้ไป คุณอาจจะต้องอาศัยเวลาทำความคุ้นเคยกับมันสักหน่อย เพราะด้วยความที่ Keychron K6 รวบปุ่ม Function Keys (F1-12) ปุ่ม Media Keys (เพิ่ม-ลด-ปิดเสียง ปรับความสว่าง ปรับขนาดจอ เปิด-ปิดไวไฟ ฯลฯ) มาไว้ที่ปุ่มตัวเลขด้านบน ทำให้ผู้ใช้งานต้องกดปุ่ม Fn กำกับเมื่อสลับการใช้งานระหว่างปุ่มกดพิเศษนั่นเอง

คีย์บอร์ด Keychron K6 รุ่นนี้ยังมีความพิเศษสำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ K6 เป็นคีย์บอร์ดคีย์ครอนที่สามารถทำการ “Hotswap” หรือถอดปรับแต่งสวิตช์กดได้ตามใจโดยไม่ต้องบัดกรีแผงวงจรให้ยุ่งยาก เรียกได้ว่า Keychron K6 นี้มีฟีเจอร์เด็ดเฉพาะทางมากมาย หากจะบอกว่า Keychron รุ่น K6 เป็นขวัญใจของชาวเมคานิคอลคีย์บอร์ดสายฮาร์ดคอร์ก็คงไม่ผิด

Keychron K8

Keychron รุ่น K8 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless layout ซึ่งจะมาช่วยยกระดับความโปรดักทีฟให้กับคุณ ด้วยขนาดที่สั้นลงทำให้มีพื้นที่ในการจัดวางมือมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้คีย์บอร์ดแบบ Full size ที่วงแขนของเราจะกางมากกว่าปกติเพื่อรองรับแป้นพิมพ์ยาว ๆ เมื่อตัดพื้นที่ Numpad ออกไปได้ก็จะถนัดต่อการใช้งานและไม่ทำให้เมื่อยแขน อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับใช้เมาส์เพิ่มมากขึ้นด้วย

ในส่วนของวัสดุตัวฐานคีย์บอร์ดนั้นเป็นพลาสติก และเฟรมเป็นอลูมิเนียม มีความแข็งแรงทนทาน Keychron รุ่น K8 ถูกออกแบบให้แป้นพิมพ์มีความลาดเอียงขณะวาง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถกดปุ่มได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้านล่างมีขารองที่สามารถปรับความชันคีย์บอร์ดได้สองระดับตามความถนัดของคุณ

หากคุณประสบปัญหากดแป้นพิมพ์บน K4 ผิดอยู่บ่อย ๆ คีย์บอร์ดตัวนี้เหมือน K4 ที่ตัดปุ่ม numpad ออก และได้ทำการแยก Navigation Keys ให้ห่างออกมาเล็กน้อย เพื่อตอบโจทย์ความถนัดที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ใครที่รู้สึกว่าไม่ถนัดกับแป้นที่ติดกันใน K4 ก็เลือกซื้อเป็นตัว K8 แทนได้ ตัวคีย์บอร์ดที่สั้นลงจะทำให้คุณประหยัดพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น และช่วยลดอาการเมื่อยมือจากการต้องใช้เมาส์ไกล ๆ อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลเบื้องต้นของคีย์บอร์ด Keychron แต่ละรุ่น หากคุณลูกค้าชอบหรือสนใจคีย์ครอนรุ่นไหนเป็นพิเศษก็สามารถติดต่อสอบถามทีมงานของเราได้ทุกเมื่อ และขอย้ำอีกครั้งว่าบทความนี้เป็นเพียงข้อแนะนำเบื้องต้นเท่านั้น หากคุณลูกค้าชอบฟีเจอร์ไหนของรุ่นใดเป็นพิเศษก็สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบ ถ้าหากคุณต้องการคำแนะนำแบบเป็นส่วนตัวจากเรา คุณก็สามารถติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของเราโดยคลิกมุมขวาล่างเพื่อแชทกับเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเลย

ช่องทางเลือกซื้อสินค้า